ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้านี้ ณ เวลา 9.57 น. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวอยู่ในแดนบวก นักวิเคราะห์มองหุ้นไทยเข้าเขตซื้อมากเกินไป P/E อยู่ที่ 15.3 เท่าจากแรงซื้อของฝรั่ง ทั้งนี้ ให้ระวังการซื้อเพิ่ม ส่วนนักลงทุนที่มีหุ้นถือต่อเพื่อรับกำไรเพิ่มได้ เก็งกำไร KK QH SIRI AP PTTGC THAI JAS
KGI ประเมินตลาดเข้าสู่ระยะความเสี่ยงราคาที่สูง ด้วยเพราะกลุ่มที่ปรับราคาตัวเองขึ้นที่หลัง เช่น กลุ่มธนาคารนั้น วานนี้ได้ดีดบวกขึ้น +2.5% เช่นนี้ ก็อาจอนุมานได้ว่า ราคาหุ้นที่ยังไม่ได้ขึ้นสู่ฐานที่สูงนั้นได้ปรับราคาฐานของตัวเองเข้าสู่ระดับเดียวกับตลาดที่สูงนี้แล้ว เราคิดว่าหากดัชนี SET ยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องอาจพบกับแรงขายระยะสั้นได้ เชิงทฤษฎีแล้ว การที่ SET เข้าสู่เขตซื้อมากเกินแต่ยังไม่ปรับลดลงนั้น เพราะมีปริมาณการซื้อขายที่เข้ามามากขึ้น ความหมายคือหากนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในวันนี้นั้น อาจทำให้ดัชนี SET ทรงตัวในกรอบราคา แต่หากวันนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้น อาจเห็นดัชนี SET ปรับลดลง
กลยุทธ์: ดัชนี SET เข้าสู่เขตแนวต้านสั้นที่สำคัญ เราแนะนำขายหุ้นออกระยะสั้น เพื่อรับรู้ผลกำไร อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าในจังหวะที่อ่อนตัวนั้น อาจยังเลือกซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรสั้นๆนั้นยังทำได้
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET Index ที่ระดับปัจจุบันถือเป็นระดับที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน โดยมีค่า Current PER 15.3 เท่า การปรับขึ้นของ SET Index จึงต้องเป็นการพึ่งพาแรงซื้อจากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ เข้ามา ซึ่งชัดเจนที่สุดในช่วงเวลานี้ได้แก่ นักลงทุนสถาบันในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์ แนะนำให้คงน้ำหนักพอร์ตลงทุนที่ 40% เน้นหุ้นปันผลและจัดสรรอีกส่วนหนึ่งสำหรับการ Trading หุ้นตามกระแส วันนี้เลือก KK (FV@B51.10) เป็น Top Pick เนื่องจากเป็นหุ้นที่เข้า SET50 และให้ Dividend Yield สูง
บล.กสิกรไทยระบุว่า แนวโน้มตลาด:ปัจจัยบวกจากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานฯ สหรัฐที่ปรับตัวลดลง 25,000 ราย อยู่ที่ 370,000 ราย ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดและปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 ยังผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกและให้น้ำหนักเชิงบวกต่อตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐคืนนี้ นอกจากนี้การที่ ECB คงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% และคงมาตรการอัดฉีดเงินให้แก่ธนาคารในยูโรโซนจนถึงก.ค.56 ได้ช่วยบดบังปัจจัยลบจากมุมมองของ ECB ทีที่มีต่อเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งคาดว่าจะหดตัวลงในปีนี้และปีหน้าที่ -0.5 % และ -0.3% ตามลำดับ
ทำให้เราคาดว่า SET มีโอกาสปรับตัวยืนเหนือระดับ 1340 และมีโอกาสขึ้นทดสอบ 1350 โดยปัจจัยหนุนในประเทศ คือแรงซื้อสะสมหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสะสมเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน (+8.7 พันล้านบาท) และมีสถานะ Net Long ใน SET50 Index Futures เป็นวันที่ 10 ติดต่อกัน ประกอบกับสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า SET ในเดือนธ.ค. 8 ใน 10 ปี มักให้ผลตอบแทนเป็นบวก เฉลี่ย +4.35% โดยเฉพาะ 5 ปีหลังสุดเป็นบวกทุกครั้ง (+5.14%) ทำให้เราคาดว่าเดือนธ.ค.ของปีปีนี้ SET จะให้อัตราผลตอบแทนเป็นบวกอีกครั้ง จากเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศและกองทุนในประเทศ (LTF และ RMF)
กลยุทธ์การลงทุน: คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 133 5-1350 อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่า SET มีโอกาสขึ้นทดสอบ 1380-1390 อิงจากอัตราผลตอบแทนเดือนธ.ค.ที่ +4.35-5.0% แม้ระหว่างทางตลาดจะเผชิญความผันผวนจาก Fisca l cliff บ้างก็ตาม กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นพื้นฐานดีดีที่ laggard และมีโอกาสถูถูกปรับประมาณการขึ้น รวมทั้งทยอยสะสมหุ้น cyclical เพิ่มเติม หุ้นแนะนำ PTTGC THAI JAS
สำหรับนักลงทุนระยะกลาง:เพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้น 10 % เป็น 70 % (3 ธ.ค.55)หลังภาพการลงทุนระยะกลางมีความเสี่ยงลดลงและมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น โดยคาดว่าตลาดจะปรับขึ้นได้ถึงช่วงต้นปีหน้า (ม.ค.56) *** ทยอยสะสม TTA SOLAR E RW AJ KCE SPCG และตั้งแต่ (29 พ.ย.) ขอเพิ่มสะสม NMG
บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า ต่างชาติเป็นตัวหลักที่ทำให้ตลาดปรับขึ้นในระดับเหนือ 1,300 จุดถึงปัจจุบัน พบว่าต่างชาติซื้อสะสมราว 8 พันล้านบาท แนวโน้มยังคงไปต่อ เป้า 1,350 จุด โดยกลุ่มธนาคารเป็นเป้าหมายของการเข้าซื้อในรอบนี้ และเริ่มเห็นการเข้าซื้อหุ้นพลังงานขนาดใหญ่เข้ามาในช่วงหลังสถานการณ์ทั่วไปตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่เข้ามาจนทำให้ตลาดกลับทิศเป็นลง เพียงแต่ให้ระวัง SET Index ที่เริ่มเข้าใกล้เขตซื้อมาก ซึ่งให้ระวังในระดับ RSI ในช่วง 75-80 โดยเรามองว่าอาจเจอแรงขายออกมาอีกครั้ง ณ ระดับดังกล่าว เน้นเพียงถือข้ามสัปดาห์ การซื้อเพิ่มยังต้องระวัง
SET - แนวโน้มยังคงไปต่อ เป้า 1,350 จุด โดยกลุ่มธนาคารเป็นเป้าหมายของการเข้าซื้อในรอบนี้ และเริ่มเห็นการเข้าซื้อหุ้นพลังงานขนาดใหญ่เข้ามาในช่วงหลัง เจาะประเด็นวันนี้กลุ่มอสังหาฯ แนวโน้มยังดูดี และจะต่อเนื่องปี 56 หุ้นแนะนำ QH SIRI และ AP
บล.ฟินันเซีย ไซระส ระบุว่า แนะนำให้รอเลือกหุ้นซื้อกลับ หรือ ซื้อเพิ่มได้ในช่วงตลาดปรับพักตัวลงก่อนจะปลอดภัยกว่า ขณะที่ส่วนถือลงทุนยังแนะนำให้เน้นถือต่อเนื่อง เพื่อรอโอกาสทำกำไรอีกครั้งแถว 1350 จุดหรือใกล้เคียงต่อไป
หุ้นเด่นทางเทคนิค LPN, SVI, TPIPL (SBL)
แนวโน้ม เมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐยังสามารถบวกขึ้นต่อเนื่องได้อีก แม้ว่าจะผันผวนในระหว่างชั่วโมงการซื้อขายบ้าง เนื่องจากราคาหุ้นแอปเปิลกลับมาดีดตัวขึ้นจากการปรับลงวันก่อน แต่ปริมาณการซื้อขายยังเบาบางเพื่อรอดูตัวเลขข้อมูลการจ้างงานเดือน พ.ย.ในคืนวันนี้อีกครั้ง รวมทั้งรอผลการเจรจาแก้ปัญหา Fiscal cliff ด้วย โดยดัชนีความผันผวน (VIX Index) ยังปรับขึ้นอีก 0.7% ซึ่งสะท้อนความวิตกของนักลงทุนที่ยังมีอยู่ ส่วน
ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ก็สามารถพลิกกลับมามีจังหวะบวกขึ้นได้อีกครั้ง ซึ่งก็น่าจะช่วยหนุนให้ SET ยังสามารถแกว่งบวกต่อเนื่องได้ แต่ก็ยังต้องตามระวังจังหวะแกว่งตัวผันผวนของตลาดหุ้นไทยไว้บ้าง โดยกรอบการขึ้นช่วงนี้อาจจะยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา SET ขยับขึ้นมาพอควรแล้ว ขณะที่ปลายสัปดาห์นี้ SET จะติดช่วงวันหยุดยาวด้วย อย่างไรก็ตาม FSS ยังคาดการณ์ระดับดัชนีเป้าหมายของปีนี้ไว้ที่ 1350 จุดอยู่ ดังนั้นถ้าตลาดอ่อนตัวลงเราจึงยังแนะนำให้เลือกหุ้นเข้าซื้อเพื่อเทรดดิ้งช่วงสั้นได้ ส่วนหุ้นที่ถือรอเป้าหมายอยู่ ก็ยังแนะนำให้ถือต่อเนื่องต่อไป
แนวรับ 1337-1335 , 1332-1328 จุด แนวต้าน 1342 , 1345-1350 จุด
INFO: http://www.kaohoon.com
วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555
SET ปิดลบ 0.37% จับตาปัจจัยตปท.แนวโน้มสัปดาห์หน้าผันผวน
ผู้สื่อข่าวรายงานตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ปิดตลาดวันนี้ลบ 4.93 จุด หรือ 0.37% มาที่ 1,334.95 จุด สูงสุดที่ 1,343.03 จุด ต่ำสุดที่ 1,330.26 จุด มูลค่าซื้อขายที่ 35,194.67 ล้านบาท โดยมีแรงขายหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพลังงานฉุดตลาด
หลักทรัพย์ทีมีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก
ANAN ซื้อขายวันแรก อยู่ที่ 3.80 บาท (ราคา IPO ที่ 4.20 บาท)
PTTEP ลบ 2.50 บาท มาที่ 153.00 บาท
BBL บวก 0.50 บาท มาที่ 185.00 บาท
SCB บวก 2.00 บาท มาที่ 171.00 บาท
INTUCH ลบ 0.50 บาท มาที่ 66.00 บาท
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงตลาดหุ้นวันนี้ค่อนข้างผันผวน ดัชนีขึ้นลงในแดนบวกสลับกับแดนลบ ระหว่างวันมีแรงขายทำกำไรออกมา สำหรับตลาดหุ้นบ้านเราช่วงนี้ปัจจัยหลักมาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาสะสมหุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความไม่แน่นอนในปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปรวมถึง fiscal cliff ของสหรัฐ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมีความกังวลต่อการลงทุน ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์หน้าเชื่อว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวน โดยจะต้องติดตามการกระชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 11-12 ธ.ค.นี้ว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงยังต้องติดตามเกี่ยวกับ fiscal cliff โดยดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,310 และ 1,300 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,350 จุด
INFO: http://www.kaohoon.com/online/51881/twitter.htm
หลักทรัพย์ทีมีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก
ANAN ซื้อขายวันแรก อยู่ที่ 3.80 บาท (ราคา IPO ที่ 4.20 บาท)
PTTEP ลบ 2.50 บาท มาที่ 153.00 บาท
BBL บวก 0.50 บาท มาที่ 185.00 บาท
SCB บวก 2.00 บาท มาที่ 171.00 บาท
INTUCH ลบ 0.50 บาท มาที่ 66.00 บาท
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงตลาดหุ้นวันนี้ค่อนข้างผันผวน ดัชนีขึ้นลงในแดนบวกสลับกับแดนลบ ระหว่างวันมีแรงขายทำกำไรออกมา สำหรับตลาดหุ้นบ้านเราช่วงนี้ปัจจัยหลักมาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาสะสมหุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความไม่แน่นอนในปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปรวมถึง fiscal cliff ของสหรัฐ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมีความกังวลต่อการลงทุน ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์หน้าเชื่อว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวน โดยจะต้องติดตามการกระชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 11-12 ธ.ค.นี้ว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงยังต้องติดตามเกี่ยวกับ fiscal cliff โดยดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,310 และ 1,300 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,350 จุด
INFO: http://www.kaohoon.com/online/51881/twitter.htm
วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ANAN ปิดเทรดช่วงเช้าที่ 4.02 บาท ต่ำกว่าราคาขาย IPO 4.29%
หุ้น ANAN ปิดเทรดช่วงเช้าที่ 4.02 บาท ลดลง 0.18 บาท(-4.29%)จากราคาขาย IPO ที่ 4.20 บาท/หุ้น มูลค่าซื้อขาย 1,456.57 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 4.14 บาท ราคาขึ้นสูงสุด 4.28 บาท และราคาลงต่ำสุด 4.00 บาท
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์(ประเทศไทย)ระบุในบทวิเคราะห์ให้คำแนะนำเป็นไปในเชิงลบคือ"เต็มมูลค่า"ในหุ้นบมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์(ANAN)กำหนดราคาพื้นฐานไว้ที่ 4.17 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาจอง และประเมินด้วย P/E ปี 56 ที่ 15 เท่า คาดว่าทางบริษัทยังจะไม่จ่ายปันผลในงวดปี 55 และ 56 เพราะอยู่ในช่วงการลงทุน ซึ่ง P/E ปี 56 ที่ราคาจองถือว่าไม่ถูกเป็น 15.2 เท่า
นอกจากนี้ เห็นปัจจัยลบ 3 ประการคือ 1) บริษัทได้เงิน IPO มา 5.6 พันล้านบาท แต่นำไปชำระหนี้ KTB ถึง 3 พันล้านบาท ทำให้เหลือเงินขยายกิจการน้อย 2) บริษัทมีแผนจะซื้อหุ้น ADO ในส่วนที่เหลืออีก 48.3% จาก TMW มาทำโครงการแนวราบ ใช้เงิน 1 พันล้านบาท แบ่งจ่ายเป็น 4 งวด ความเสี่ยงคือ ต้องกู้เงินอีก 2.3 พันล้านบาท สำหรับการก่อสร้างบ้านแนวราบ หากขายไม่สำเร็จ ก็จะทำให้กระแสเงินสดเกิดปัญหาได้ และ 3) กำไรในงวด 1H56 คาดว่าจะน้อย เพราะส่วนใหญ่โอน 2H56 หากนักลงทุนชอบหลักทรัพย์ที่ทำคอนโดเป็นหลัก แนะนำ RML เพราะกำไรสุทธิปี 55 โดดเด่น และปี 56 ก็มี Backlog และกำไรที่เติบโตดีรออยู่แล้ว P/E ปี 56 ถูกเพียง 4.5 เท่า
ANAN ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ภายใต้บริษัทและบริษัทย่อยคือ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ทู (AD2) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ANAN ถือหุ้น 100% เน้นพัฒนาคอนโดติดสถานีขนส่งของรถไฟฟ้า ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดจำหน่ายอยู่ระหว่างการโอน 8 โครงการ ส่วนโครงการบ้านแนวราบ บริหารภายใต้ ANAN และบริษัท บลูเด็ค ใกล้สนามบินสุวรรรภูมิ ถนนบางนา-ตราด
ทั้งนี้ คาดว่าปี 55 ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ -420 ล้านบาท สูงกว่าปี 54 ที่ขาดทุนสุทธิ 317 ล้านบาท แรงผลักดันมาจาก 1) สัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้สูงเป็น 24% เทียบ y-o-y เป็น 14% และ 2) รายการตัดจำหน่ายสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่ทำกับลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 473 ล้านบาท เทียบกับ y-o-y ที่ 232 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมปีนี้สูงขึ้น 1% y-o-y เป็น 5.7 พันล้านบาทก็ตาม
เหตุการณ์สำคัญคือ พ.ย.53 บริษัทได้ซื้อหุ้น AD2 ที่เหลือทั้งหมดจากกองทุน เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวใน AD2 และมีรายได้หลักมาจากคอนโดของ AD2 นั่นเอง ผลกระทบทางลบคือ 1) อัตรากำไรขั้นต้นต่ำลง เนื่องจากมีต้นทุนการตัดจำหน่ายส่วนเกินมูลค่ายุติธรรมเพิ่มขึ้น 2) มีค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายฯเพิ่มในงบกำไรขาดทุน และ 3) มีการกู้เงินจาก KTB มาซื้อหุ้น 1.7 พันล้านบาท ( กู้ KTB เพิ่มมาสร้างคอนโด Ideo Mobi อีก 1.4 พันล้านบาท)
อย่างไรก็ดี คาดว่าปี 56 จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิเป็น 927 ล้านบาทได้ เพราะ 1) มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) คอนโด ณ พ.ย.55 อยู่ในระดับสูงเป็น 8.2 พันล้านบาท และมีโครงการรอขายอีก 5 พันล้านบาท ส่วน Backlog ของแนวราบไม่สูงนักเป็น 188 ล้านบาท คาดว่ารายได้รวมปี 56 เพิ่ม 24% y-o-y เป็น 7.1 พันล้านบาท 2) อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 35% เทียบกับปี 55 ที 31% และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตัดจำหน่ายฯ หลังจากโครงการที่ซื้อมาจาก AD2 ได้โอนเกือบหมดไปแล้ว และ 3) สัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้ลดลงเป็น 20% จากฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้น แม้จำนวนเงินค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ความเสี่ยงที่กำไรอาจจะน้อยกว่าประมาณการคือ โครงการ Ideo Mobi 4 โครงการที่จะให้รายได้หลักในปี 56 หากก่อสร้างไม่ทันก็จะทำให้การโอนและรายได้น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ไปแล้วเสร็จในช่วง 4Q55 โดยปัจจุบันปัญหาแรงงานที่ขาดแคลนทำให้เกิดปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้าได้
INFO: ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 7 ธันวาคม 2555 12:34:24 น.
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์(ประเทศไทย)ระบุในบทวิเคราะห์ให้คำแนะนำเป็นไปในเชิงลบคือ"เต็มมูลค่า"ในหุ้นบมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์(ANAN)กำหนดราคาพื้นฐานไว้ที่ 4.17 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาจอง และประเมินด้วย P/E ปี 56 ที่ 15 เท่า คาดว่าทางบริษัทยังจะไม่จ่ายปันผลในงวดปี 55 และ 56 เพราะอยู่ในช่วงการลงทุน ซึ่ง P/E ปี 56 ที่ราคาจองถือว่าไม่ถูกเป็น 15.2 เท่า
นอกจากนี้ เห็นปัจจัยลบ 3 ประการคือ 1) บริษัทได้เงิน IPO มา 5.6 พันล้านบาท แต่นำไปชำระหนี้ KTB ถึง 3 พันล้านบาท ทำให้เหลือเงินขยายกิจการน้อย 2) บริษัทมีแผนจะซื้อหุ้น ADO ในส่วนที่เหลืออีก 48.3% จาก TMW มาทำโครงการแนวราบ ใช้เงิน 1 พันล้านบาท แบ่งจ่ายเป็น 4 งวด ความเสี่ยงคือ ต้องกู้เงินอีก 2.3 พันล้านบาท สำหรับการก่อสร้างบ้านแนวราบ หากขายไม่สำเร็จ ก็จะทำให้กระแสเงินสดเกิดปัญหาได้ และ 3) กำไรในงวด 1H56 คาดว่าจะน้อย เพราะส่วนใหญ่โอน 2H56 หากนักลงทุนชอบหลักทรัพย์ที่ทำคอนโดเป็นหลัก แนะนำ RML เพราะกำไรสุทธิปี 55 โดดเด่น และปี 56 ก็มี Backlog และกำไรที่เติบโตดีรออยู่แล้ว P/E ปี 56 ถูกเพียง 4.5 เท่า
ANAN ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ภายใต้บริษัทและบริษัทย่อยคือ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ทู (AD2) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ANAN ถือหุ้น 100% เน้นพัฒนาคอนโดติดสถานีขนส่งของรถไฟฟ้า ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดจำหน่ายอยู่ระหว่างการโอน 8 โครงการ ส่วนโครงการบ้านแนวราบ บริหารภายใต้ ANAN และบริษัท บลูเด็ค ใกล้สนามบินสุวรรรภูมิ ถนนบางนา-ตราด
ทั้งนี้ คาดว่าปี 55 ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ -420 ล้านบาท สูงกว่าปี 54 ที่ขาดทุนสุทธิ 317 ล้านบาท แรงผลักดันมาจาก 1) สัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้สูงเป็น 24% เทียบ y-o-y เป็น 14% และ 2) รายการตัดจำหน่ายสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่ทำกับลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 473 ล้านบาท เทียบกับ y-o-y ที่ 232 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมปีนี้สูงขึ้น 1% y-o-y เป็น 5.7 พันล้านบาทก็ตาม
เหตุการณ์สำคัญคือ พ.ย.53 บริษัทได้ซื้อหุ้น AD2 ที่เหลือทั้งหมดจากกองทุน เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวใน AD2 และมีรายได้หลักมาจากคอนโดของ AD2 นั่นเอง ผลกระทบทางลบคือ 1) อัตรากำไรขั้นต้นต่ำลง เนื่องจากมีต้นทุนการตัดจำหน่ายส่วนเกินมูลค่ายุติธรรมเพิ่มขึ้น 2) มีค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายฯเพิ่มในงบกำไรขาดทุน และ 3) มีการกู้เงินจาก KTB มาซื้อหุ้น 1.7 พันล้านบาท ( กู้ KTB เพิ่มมาสร้างคอนโด Ideo Mobi อีก 1.4 พันล้านบาท)
อย่างไรก็ดี คาดว่าปี 56 จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิเป็น 927 ล้านบาทได้ เพราะ 1) มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) คอนโด ณ พ.ย.55 อยู่ในระดับสูงเป็น 8.2 พันล้านบาท และมีโครงการรอขายอีก 5 พันล้านบาท ส่วน Backlog ของแนวราบไม่สูงนักเป็น 188 ล้านบาท คาดว่ารายได้รวมปี 56 เพิ่ม 24% y-o-y เป็น 7.1 พันล้านบาท 2) อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 35% เทียบกับปี 55 ที 31% และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตัดจำหน่ายฯ หลังจากโครงการที่ซื้อมาจาก AD2 ได้โอนเกือบหมดไปแล้ว และ 3) สัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้ลดลงเป็น 20% จากฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้น แม้จำนวนเงินค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ความเสี่ยงที่กำไรอาจจะน้อยกว่าประมาณการคือ โครงการ Ideo Mobi 4 โครงการที่จะให้รายได้หลักในปี 56 หากก่อสร้างไม่ทันก็จะทำให้การโอนและรายได้น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ไปแล้วเสร็จในช่วง 4Q55 โดยปัจจุบันปัญหาแรงงานที่ขาดแคลนทำให้เกิดปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้าได้
INFO: ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 7 ธันวาคม 2555 12:34:24 น.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)