วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ซีอีโอ “กิมเอ็ง” ชี้ “ตลาดหุ้นไทย” ยังห่างไกลฟองสบู่ ระบุหนี้สินต่อทุน บจ.ต่ำ
“ซีอีโอ” บล.กิมเอ็งฟันธง “ตลาดหุ้นไทย” ยังห่างไกลฟองสบู่ ระบุหนี้สินต่อทุน บจ.ต่ำ เทียบกับวิกฤตปี 40 คาดปี 56-57 ภาวะหมีมีโอกาสได้เห็นนิวไฮ
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2556 ว่า เชื่อว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมองดัชนีเป้าหมายไว้ที่ระดับ 1,400-1,450 จุด และมีแนวโน้มว่าในปีถัดไป ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ซึ่งการเติบโตของดัชนีหุ้นไทยในขณะนี้ยังถือว่าห่างไกลภาวะฟองสบู่อยู่ค่อนข้างมาก
“มีความเป็นไปได้ที่ดัชนีหุ้นไทยระยะต่อไปมีโอกาสสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมที่ 1,770 จุด ซึ่งเคยทำเอาไว้ในปี 2537 ถ้าดัชนีปรับขึ้นไปเกินกว่าจุดนั้น ก็อยากให้นักลงทุนเอาบทเรียนที่เกิดในช่วงปีนั้นมาเป็นบทเรียน แต่อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 1,350 จุด เป็น 1,700 จุด คิดเป็นการเพิ่มขึ้นเพียง 30% ดูแล้วไม่น่าจะยากเกินไป” นายมนตรีกล่าว
ส่วนสาเหตุที่มองว่าตลาดหุ้นไทยยังห่างไกลฟองสบู่ เพราะถ้าดูสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้น (มาร์จิ้นโลน) ช่วงปี 2540 ตอนนั้นมีสัดส่วนรวมกันถึง 1.2-1.8 แสนล้านบาท เทียบมูลค่าตามราคาตลาด(มาร์เกตแคป) ของตลาดหุ้นในขณะนั้นซึ่งอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านบาท ถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ต่างจากปัจจุบัน ที่มาร์จิ้นโลนทั้งระบบมียอดรวมเพียง 4 หมื่นล้านบาท เทียบกับมาร์เกตแคปที่ 11 ล้านล้านบาท ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก
นอกจากนี้ ถ้าดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ของบริษัทจดทะเบียนทั้งระบบในช่วงก่อนปี 2540 ตอนนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 เท่า และหลังลอยตัวค่าเงินบาท ดี/อี ของบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้เพิ่มมาอยู่ที่ 5.1 เท่า เทียบกับปัจจุบันแล้ว บริษัทจดทะเบียนทั้งระบบยังมีค่า ดี/อี เพียงแค่ 1.1 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยยังจำบทเรียนในช่วงปี 2540 ได้อย่างดี จึงไม่มีการกู้เพื่อมาลงทุนที่มากเกินไป ดังนั้น ตราบใดที่อัตราการกู้ยืมไม่ได้มากก็ไม่น่ากระทบต่อเสถียรภาพ และความยั่งยืน
INFO: http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9550000151898
เล่นหุ้นหลังปีทอง : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวราก
ปี 2546 เป็น “ปีทอง” ของตลาดหุ้น เช่นเดียวกัน มันเป็น “ปีทอง” ของการลงทุนของผมด้วย เพราะผมได้ผลตอบแทนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในปีเดียว ปี 2552 เป็นปีที่ประวัติศาสตร์ “ซ้ำรอย” คือมันเป็นปีทองของตลาดหุ้นและเป็นปีทองของผมอีกครั้งหนึ่ง แน่นอน ผมดีใจ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2547 ซึ่งเป็นปี “หลังปีทอง” ผมก็รู้สึกกังวลกับการลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีหลังปีทองเหมือนกัน เพราะในปี 2547 นั้น ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปถึงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่แย่กว่าก็คือ พอร์ตการลงทุนของผมนั้นลดลงถึงเกือบ 30% ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง ปี 2553 นี้ก็อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีของผม และโดยความเชื่อส่วนตัวผมก็ไม่มองโลกในแง่ดีสำหรับการลงทุนในปีนี้ เพราะผมคิดว่าตลาดหุ้นในปี 2553 นั้นอาจจะไม่สดใสเหมือนปี 2552 เหตุผลนั้นมีหลายเรื่อง
เรื่องแรก อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องทาง “เท็คนิค” นั่นก็คือ ในปี 2552 นั้น เมื่อเริ่มต้นปีดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียงสามร้อยกว่าจุด และถ้าเราพิจารณาว่าตลาดหุ้นนั้นตั้งมากว่า 30 ปี แต่ราคาหุ้นจากร้อยจุดขึ้นมาเป็นแค่สามร้อยกว่าจุด เท่ากับว่าราคาหุ้นขึ้นมาเฉลี่ยเพียงปีละ 3-4% แทบจะไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น หุ้นก็ดูเหมือนว่าจะไปได้ทางเดียวนั่นคือ “ขึ้น” และหุ้นก็ขึ้นมาจริง ๆ อย่างแรงในปี 2552 แต่เหตุการณ์ในตอนเริ่มปี 2553 นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดัชนีหุ้นได้ขึ้นมาสูงในระยะเวลาอันสั้น โอกาสที่หุ้นจะ “หยุดพัก” หรือปรับตัวลงบ้างก็น่าจะมี ดังนั้น ความไม่แน่นอนของผลตอบแทนในปี 2553 ก็น่าจะมีสูงพอสมควร
เรื่องที่สอง ในปี 2552 ค่า PE ซึ่งบอกถึงความถูกความแพงของตลาดหุ้นนั้นค่อนข้างต่ำ อาจจะอยู่ที่ 7-8 เท่า การที่หุ้นมีราคาถูกนั้น มองในมุมของ Value Investor แล้ว การลงทุนก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำกำไรสูงและมีความเสี่ยงต่ำ แต่พอถึงปี 2553 ค่า PE ของตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาที่ประมาณ 12-13 เท่า ซึ่งในตลาดหุ้นไทยแล้วก็ไม่ถือว่าหุ้นโดยเฉลี่ยมีราคาถูกอีกต่อไป ดังนั้น การลงทุนในปี 2553 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกำไรแบบปี 2552
เรื่องที่สาม สถานการณ์แวดล้อมในระดับโลกในปี 2552 นั้นอยู่ในสภาพ “เลวร้ายที่สุดในช่วงหลายสิบปี” ในเมืองไทยเองนั้น นอกจากผลกระทบที่มาจากโลกแล้ว เรายังมีปัญหาการเมืองที่รุนแรงภายในประเทศด้วย ดังนั้น รัฐบาลของทุกประเทศจึงต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจนเหลือเกือบศูนย์เปอร์เซ็นต์ นี่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ “เลวร้าย” มาก แต่มองแบบ Value Investor ผมกลับเห็นว่านี่คือ “โอกาส” เพราะการที่ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ที่สุดแล้ว มันก็มีทางไปทางเดียว นั่นคือ มันจะต้อง “ดีขึ้น” แต่เมื่อเริ่มปี 2553 เศรษฐกิจที่เลวร้ายก็เริ่มฟื้นตัว บางประเทศค่อนข้างแรง หลายประเทศเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ โลกกำลังพูดถึงการลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะไปได้ด้วยตนเองจริง ๆ หรือยัง ความไม่แน่นอนมีอยู่ เศรษฐกิจอาจจะฟุบลงไปใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤติครั้งก่อน ๆ ดังนั้น การเล่นหุ้นในปี 2553 จึงมีทั้งโอกาสที่หุ้นจะขึ้นและลง
สุดท้าย ก็มาถึงเรื่องของพื้นฐาน นั่นคือ กำไรของบริษัทจดทะเบียน ในตอนเริ่มปี 2552 นั้น มองย้อนกลับไปที่ผลประกอบการของปี 2551 ก็จะพบว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนตกต่ำลงโดยเฉพาะในไตรมาศสุดท้ายของปี 2551 เหตุผลก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต่างก็ขาดทุนจากการที่มูลค่าของสินค้าคงคลังมีราคาลดลง เช่น น้ำมันดิบมีราคาลดลงจากที่เคยเป็น 140 เหรียญต่อบาเรลเหลือเพียง 40 กว่าเหรียญ เช่นเดียวกับราคาปิโตรเคมีหลาย ๆ อย่าง แต่ถ้ามองต่อไป ความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะลดลงต่อนั้นก็มีน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสที่ราคาโภคภัณฑ์เหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นมีมากกว่าและนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2552 ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 70-80 เหรียญต่อบาเรลในตอนสิ้นปี 2552 ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมาก
แต่ปี 2553 นั้น สถานการณ์ไม่แน่นอนแล้ว เพราะราคาน้ำมันและปิโตรเคมีอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำ โอกาสที่ราคาจะขึ้นนั้นอาจจะพอ ๆ กับที่ราคาจะลง ดังนั้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีในปี 2553 จึงไม่แน่นอนเหมือนปี 2552 ที่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ทางขึ้นทางเดียว ความไม่แน่นอนของกำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในปี 2553 ทำให้ผมไม่มั่นใจว่าดัชนีตลาดหุ้นของไทยจะวิ่งไปทางไหน สิ่งที่ผมคิดก็คือ โอกาสที่บริษัทจะมีกำไรก้าวกระโดดอย่างในปี 2552 น่าจะน้อย
ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมาทำให้ผมไม่มองโลกในแง่ดีนักสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้ และถ้าจะซื้อหุ้น ผมก็จะเปลี่ยน “โหมด” การลงทุนจากที่เคยเน้นหุ้นที่อาจจะ “หวือหวา” ที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นลงรวดเร็วในปี 2552 มาเป็นหุ้นที่ค่อนข้างมั่นคงและสามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลในอัตราที่ดีอย่างต่อเนื่องแทน เป้าหมายสำคัญสำหรับการลงทุนในปี 2553 ของผมก็คือ พยายามรักษาความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างรวดเร็วในปี 2552 ไว้ และไม่หวังผลเลิศในปี 2553 แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะขายหุ้นทิ้งแล้วถือเป็นเงินสดไว้ เพราะเงินสดนั้นให้ผลตอบแทนน้อยมากเพียง 1-2 % ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้น เฉพาะปันผลก็ 3-4% เข้าไปแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมคิดไว้นั้นถูกจริงหรือเปล่า มันอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่นที่เราคิดไม่ถึงเข้ามากระทบและกลบสิ่งที่เราคิดไว้ทั้งหมดได้ ดังนั้น ข้อสรุปของผมก็คือ Stay Calm, Stay Invest ใจเย็นและลงทุนต่อไป เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้นและไม่หวังผลเลิศ
INFO: ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, โลกในมุมมองของ Value Investor, 23 มกราคม 53, http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=39035
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555
เรื่องเล่าของแวนโก๊ะ อย่ามองข้ามคุณค่า
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ ภาพที่เขาวาดเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความ “สวยงามแบบดิบๆ” แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และใช้ “สี” ได้อย่างโดดเด่น มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงศิลปะในศตวรรษที่ 20
หากจะเปรียบกับการลงทุนในหุ้นแล้ว ภาพวาดของ แวน โก๊ะ เปรียบเสมือน “หุ้นคุณค่าชั้นดี” ที่ตลาดไม่เคย “พบมูลค่า” ของมัน ตลอดเวลาที่เขายังมีลมหายใจ
ดังนั้น แม้ฝีมือจะเป็นเอกอุของโลก (โดยที่ตัวเขาเองอาจไม่ทราบ) แวน โก๊ะ กลับต้องเผชิญแต่ความยากจนข้นแค้น เป็นศิลปินไส้แห้งตลอดชีวิต ก่อนตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยการยิงตัวตายในวันที่ 29 ก.ค. 1890 ขณะอายุเพียง 37 ปี
“ความมั่งคั่ง” ที่ผลงานของ แวน โก๊ะ ก่อให้เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วกลับตกอยู่ในมือของคนอื่นโดยที่ตัวเขาเองไม่เคยได้สัมผัสมันเลย
เรื่องราวของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (ขอเรียกว่า แวน โก๊ะ) ตลอดจนผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเขา เป็นที่รับรู้ของคนยุคต่อมา ผ่านจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับ ธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชาย (ขอเรียกว่าธีโอ) ซึ่งมีอาชีพเป็นดีลเลอร์ขายงานศิลปะ
ธีโอเป็นคนเดียวที่ให้การสนับสนุนแวน โก๊ะ ทั้งด้านการเงิน และคอยให้กำลังใจพี่ชายด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา
ในปี 1888 ระหว่างที่แวน โก๊ะประสบปัญหาทางการเงินอยู่นั้น ธีโอ ได้รับมรดกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงแบ่งเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่กำลังตกยาก
นอกจากนี้ ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง
ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม
เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การที่แวน โก๊ะตระหนักว่าความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับโกแกง คงทำให้ความฝันที่จะได้เปิดสตูดิโอร่วมกับเพื่อนรักคนนี้เลือนรางเต็มทน ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ขึ้นไปอีก
ในปี 1888 ท่ามกลางความสับสน ว้าเหว่ จนกลายเป็นซึมเศร้านี้เอง แวน โก๊ะได้วาดภาพขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh’s Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่
ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก
อีกภาพหนึ่งที่แวน โก๊ะวาดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือภาพ “เก้าอี้ของโกแกง” (Gauguin’s Chair) เก้าอี้ตัวนี้ต่างจากตัวแรกตรงที่ดูหรูหรามีระดับกว่า ไม่เหมือนเก้าอี้ของแวน โก๊ะที่ดูเรียบง่าย
เก้าอี้ของโกแกง เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีที่เท้าแขน บนที่นั่งมีหนังสือและเทียนที่จุดแล้ววางอยู่ โดยแวน โก๊ะได้ใช้ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของโกแกง
ทว่ายังไม่ทันที่จะวาดเสร็จ อาการทางประสาทของ แวน โก๊ะ ก็กำเริบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการทุเลาลงแล้ว เขาก็ได้กลับมาวาดรูปเก้าอี้ของตัวเองจนสมบูรณ์ แต่ภาพเก้าอี้ของโกแกงนั้นถูกทิ้งไว้ โดย แวน โก๊ะ ไม่ได้กลับมาวาดต่ออีกเลย ตราบจนวันที่เขาตาย
เรื่องราวของ แวน โก๊ะ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกคน ว่าในโลกนี้ ยังมี “มูลค่า” ซุกซ่อนอยู่เสมอ เราจึงไม่ควรมองข้ามสิ่งใกล้ๆ ตัว หรืออะไรก็ตามที่เราเห็นเพียงผ่านๆ มิเช่นนั้นอาจพลาดโอกาสงามๆ ไป
ในทางตรงกันข้าม หากเรากำลังทำงานที่มีคุณค่า แต่คนอื่นมองไม่เห็นความงดงามของมัน ก็ขอจงมุ่งมั่นศรัทธา ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปอย่าล้มเลิก
ไม่แน่ว่าสักวัน ตลาดอาจ “ค้นพบ” และทำให้มันกลายเป็น “คุณค่าอันยิ่งใหญ่” เกินกว่าที่เราเคยคิดฝันก็เป็นได้
ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ “[The World's Greatest Art] Van Gogh”, หนังสือ “ธีโอน้องรัก: จดหมายจาก วินเซนต์ แวน โกะ”, เว็บไซต์ wikipedia
INFO: http://clubvi.com/2012/12/15/van-gogh/
วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ ภาพที่เขาวาดเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความ “สวยงามแบบดิบๆ” แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และใช้ “สี” ได้อย่างโดดเด่น มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงศิลปะในศตวรรษที่ 20
หากจะเปรียบกับการลงทุนในหุ้นแล้ว ภาพวาดของ แวน โก๊ะ เปรียบเสมือน “หุ้นคุณค่าชั้นดี” ที่ตลาดไม่เคย “พบมูลค่า” ของมัน ตลอดเวลาที่เขายังมีลมหายใจ
ดังนั้น แม้ฝีมือจะเป็นเอกอุของโลก (โดยที่ตัวเขาเองอาจไม่ทราบ) แวน โก๊ะ กลับต้องเผชิญแต่ความยากจนข้นแค้น เป็นศิลปินไส้แห้งตลอดชีวิต ก่อนตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยการยิงตัวตายในวันที่ 29 ก.ค. 1890 ขณะอายุเพียง 37 ปี
“ความมั่งคั่ง” ที่ผลงานของ แวน โก๊ะ ก่อให้เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วกลับตกอยู่ในมือของคนอื่นโดยที่ตัวเขาเองไม่เคยได้สัมผัสมันเลย
เรื่องราวของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (ขอเรียกว่า แวน โก๊ะ) ตลอดจนผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเขา เป็นที่รับรู้ของคนยุคต่อมา ผ่านจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับ ธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชาย (ขอเรียกว่าธีโอ) ซึ่งมีอาชีพเป็นดีลเลอร์ขายงานศิลปะ
ธีโอเป็นคนเดียวที่ให้การสนับสนุนแวน โก๊ะ ทั้งด้านการเงิน และคอยให้กำลังใจพี่ชายด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา
ในปี 1888 ระหว่างที่แวน โก๊ะประสบปัญหาทางการเงินอยู่นั้น ธีโอ ได้รับมรดกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงแบ่งเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่กำลังตกยาก
นอกจากนี้ ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง
ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม
เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การที่แวน โก๊ะตระหนักว่าความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับโกแกง คงทำให้ความฝันที่จะได้เปิดสตูดิโอร่วมกับเพื่อนรักคนนี้เลือนรางเต็มทน ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ขึ้นไปอีก
ในปี 1888 ท่ามกลางความสับสน ว้าเหว่ จนกลายเป็นซึมเศร้านี้เอง แวน โก๊ะได้วาดภาพขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh’s Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่
ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก
อีกภาพหนึ่งที่แวน โก๊ะวาดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือภาพ “เก้าอี้ของโกแกง” (Gauguin’s Chair) เก้าอี้ตัวนี้ต่างจากตัวแรกตรงที่ดูหรูหรามีระดับกว่า ไม่เหมือนเก้าอี้ของแวน โก๊ะที่ดูเรียบง่าย
เก้าอี้ของโกแกง เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีที่เท้าแขน บนที่นั่งมีหนังสือและเทียนที่จุดแล้ววางอยู่ โดยแวน โก๊ะได้ใช้ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของโกแกง
ทว่ายังไม่ทันที่จะวาดเสร็จ อาการทางประสาทของ แวน โก๊ะ ก็กำเริบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการทุเลาลงแล้ว เขาก็ได้กลับมาวาดรูปเก้าอี้ของตัวเองจนสมบูรณ์ แต่ภาพเก้าอี้ของโกแกงนั้นถูกทิ้งไว้ โดย แวน โก๊ะ ไม่ได้กลับมาวาดต่ออีกเลย ตราบจนวันที่เขาตาย
เรื่องราวของ แวน โก๊ะ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกคน ว่าในโลกนี้ ยังมี “มูลค่า” ซุกซ่อนอยู่เสมอ เราจึงไม่ควรมองข้ามสิ่งใกล้ๆ ตัว หรืออะไรก็ตามที่เราเห็นเพียงผ่านๆ มิเช่นนั้นอาจพลาดโอกาสงามๆ ไป
ในทางตรงกันข้าม หากเรากำลังทำงานที่มีคุณค่า แต่คนอื่นมองไม่เห็นความงดงามของมัน ก็ขอจงมุ่งมั่นศรัทธา ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปอย่าล้มเลิก
ไม่แน่ว่าสักวัน ตลาดอาจ “ค้นพบ” และทำให้มันกลายเป็น “คุณค่าอันยิ่งใหญ่” เกินกว่าที่เราเคยคิดฝันก็เป็นได้
ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ “[The World's Greatest Art] Van Gogh”, หนังสือ “ธีโอน้องรัก: จดหมายจาก วินเซนต์ แวน โกะ”, เว็บไซต์ wikipedia
INFO: http://clubvi.com/2012/12/15/van-gogh/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



