------------------------------------------ ------------------------------------------------------------ trader

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เปิดผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ปี 55 "ทองมา" บิ๊กพฤกษาแชมป์ สมัยที่ 3 รวย 2.3 หมื่นล้าน /เครือญาติครม. ติดอันดับหลายคน



วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดเผยผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2555 ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 19

ภาพรวมของเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2555 ซึ่งวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 ก.ย. 2555 จำนวน 5,737 ราย มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมทั้งสิ้น 1,051,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 385,753 ล้านบาท หรือ 51.91% เท่ากับรวยขึ้นเฉลี่ยวันละ 1,056.86 ล้านบาท

ทั้งนี้ปีนี้เป็นปีแรกที่ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทยมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์โดยตรงจากภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ร้อนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2555 ซึ่งเป็นวันคำนวณมูลค่าหุ้นที่เศรษฐีหุ้นไทยถือครอง ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,298.79 จุด เทียบกับปี 2554 ที่ 916.21 เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 382.58 จุด หรือ 41.76%

สำหรับผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2555 ปรากฏว่า ตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2555 ตกเป็นของ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ซึ่งในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่ ทองมา ได้ครองตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย โดยเริ่มนั่งเก้าอี้แชมป์ตั้งแต่ปี 2553 ต่อเนื่องมาในปี 2554 และปี 2555

ในปีนี้ ทองมาถือครองหุ้นมูลค่ารวม 23,497.78 ล้านบาท จากการถือหุ้น PS ในสัดส่วน 58.61% มูลค่า 23,307.57 ล้านบาท หุ้น บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) 1.09% มูลค่า 182.72 ล้านบาท และหุ้น บมจ.ซีพโก้ (SEAFCO) บริษัทรับก่อสร้างงานฐานรากและงานโยธาทั่วไป ในสัดส่วน 0.65%มูลค่า 7.50 ล้านบาท

หลังจากเจอพิษตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลมายังตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ราคาหุ้น PS ของทองมาตกลงไปอยู่ที่ 14.30 บาท แต่มาในปีนี้ราคาหุ้น PS ก็กลับพลิกฟื้นขึ้นมายืนอยู่ที่ 18.00 บาท ในวันที่ 30 กันยายน 2555 และเมื่อรวมกับมูลค่าหุ้นQH และ SEAFCO ที่เพิ่มขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้ความมั่งคั่งของทองมา แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 4,977.44 ล้านบาทหรือ 26.88%

เศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ในปีนี้ ได้แก่ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) โดยถือหุ้น BTS ในสัดส่วน 43.57% มูลค่า 23,304.32 ล้านบาท และหุ้น บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) 0.68% มูลค่า 151.75 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 23,456.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,713.24 ล้านบาท หรือ 84.07% ซึ่งน้อยกว่าแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปีนี้เพียง 41.71 ล้านบาทเท่านั้น

ปีนี้ อดีตแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 7 ปีซ้อน อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หล่นลงจากเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 มาอยู่ในอันดับ 3 โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 21,687.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,197.13 ล้านบาท หรือ 40.01% ประกอบด้วย หุ้น บมจ.แลนด์แอนด์ เฮ้าส์ (LH) 23.76% มูลค่า 21,682.02 ล้านบาท และ บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) 1.36% มูลค่า 5.94 ล้านบาท

สำหรับเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 4-6 ในปีนี้ ยังตกเป็นของ 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) แต่มีการสลับตำแหน่งกันเล็กน้อย โดยเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 4 ได้แก่ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ ก้าวขึ้นมาจากอันดับ 5 ในปี 2554 โดยถือครองหุ้นรวมมูลค่า21,123.49 ล้านบาท รวยขึ้น 11,253.23 ล้านบาท หรือ 114.01% ประกอบด้วยหุ้น BGH ที่หมอเสริฐถือหุ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 12.7% มูลค่า21,092.04 ล้านบาท และหุ้น บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 31.45 ล้านบาท

ด้าน วิชัย ทองแตง หล่นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้วมาเป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 5 ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 16,791.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น4,987.30 ล้านบาท หรือ 42.25% ประกอบด้วยหุ้น BGH ในสัดส่วน 9.94% มูลค่า 16,519.43 ล้านบาท และหุ้น บมจ.ปุ๋ยเอ็นเอฟซี (NFC) 8.04% มูลค่า 272ล้านบาท

ส่วนเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 6 ยังเป็นของ สาธิต วิทยากร เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น BGH สูงเป็นอันดับ 3 ในสัดส่วน 7.94% รวมมูลค่า 13,188.18 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 3,704.56 ล้านบาท หรือ 39.06%

ในรอบปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BGH ได้ปรับตัวเพิ่มสูงมาก จาก 64 บาท เป็น 107.5 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 เพิ่มขึ้น 43.50 บาท หรือ 67.97% ส่งผลให้บรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ราย รวยขึ้นกันถ้วนหน้า

สำหรับเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 7 ในปีนี้ ยังตกเป็นของ ทายาทโอสถสภา นิติ โอสถานุเคราะห์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 12,330.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น4,761.02 ล้านบาท หรือ 62.90% โดยนิติ เป็นเศรษฐีหุ้นไทยอีกรายที่รวยขึ้นจากการที่ราคาหุ้นในพอร์ตทั้ง 14 บริษัทได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว

ปีนี้ 3 พี่น้องในตระกูลมาลีนนท์ได้กลับมาทวงตำแหน่งเศรษฐีหุ้นไทยในอันดับ 8 และ 9 ได้สำเร็จ โดยเศรษฐีหุ้นไทยทั้ง 3 ราย ได้แก่ ประชุมนิภา และประวิทย์ มาลีนนท์ เป็นผู้ถืออันดับ 1 ของ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ในสัดส่วน 6.38%

แต่นอกเหนือจากหุ้น BEC แล้ว ประชุมยังถือหุ้น บมจ.ศิครินทร์ (SKR) อีก 4.5% มูลค่า 89.10 ล้านบาท และหุ้น บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์(MJD) 0.64% มูลค่า 12.78 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 9,861.37 ล้านบาท รวยขึ้น 5,105.37 ล้านบาท หรือ 107.35% ส่งผลให้ประชุมเป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 8

ส่วนนิภา และประวิทย์ เป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 9 โดยมีมูลค่าหุ้น BEC ที่ถือครองคนละ 9,759.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,071.11ล้านบาท หรือ 108.16%

ทั้งนี้จากการสำรวจรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3 ที่ได้รับการแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 พบว่า มีเครือญาติของ ครม.ชุดนี้ติดอยู่ในทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 หลายราย

เริ่มจากนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มี 2 หลานสาว ทายาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณผู้เป็นพี่ชาย ติดอันดับเศรษฐีหุ้นในปีนี้ โดยหลานสาวคนเล็ก แพทองธาร ชินวัตร เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 47 ถือหุ้น บมจ.เอสซี แอสเซท (SC) 29.22% มูลค่า 3,459.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,364.49 ล้านบาท หรือ 65.14% และหลานสาวคนกลาง พิณทองทา ชินวัตร เศรษฐีหุ้นอันดับ 53 ถือหุ้น SC 28.28% มูลค่า 3,347.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,320.47 ล้านบาทหรือ 65.14%

ซึ่งทั้งคู่รวยขึ้นจากราคาหุ้น SC ที่เพิ่มขึ้น 7.10 บาท หรือ 65.14% โดยปรับขึ้นจาก 10.90 บาทเมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 18 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2555

ส่งผลให้ตระกูลชินวัตรก้าวขึ้นเป็นตระกุลเศรษฐีหุ้นจากอันดับ 30 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่อันดับ 27 ในปีนี้ โดยหลานสาวทั้งสองของนายกรัฐมนตรีถือหุ้น รวมมูลค่า 6,806.94 ล้านบาท ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,684.96 ล้านบาท หรือ 65.14%

ส่วน คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตพี่สะใภ้ ปีนี้ตกลงไปอยู่อันดับ 502 ตกจากอันดับ 467 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น SC 2.81% มูลค่า333.11 ล้านบาท รวยขึ้น 111.50 ล้านบาท หรือ 50.31%

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ มีเครือญาติติดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปีนี้ 2 ราย ได้แก่ ลูกสาว ญาภา เทพกาญจนา เศรษฐีหุ้นอันดับ 244 ถือหุ้น บมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) 2.08% มูลค่า 795.50 ล้านบาท และภรรยา พนิดา เทพกาญนา เศรษฐีหุ้นอันดับ264 ถือหุ้น KK 1.90% มูลค่า 728.08 ล้านบาท

ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มี 2 ทายาทหนุ่ม ได้แก่ โดย อาจหาญ อยู่บำรุง ติดอันดับ 1,811 ถือหุ้น บมจ.ยูนิมิตเอนจิเนียริ่ง (UEC) 2.64% มูลค่า 58.28 ล้านบาท และ ร.ท.ดวง อยู่บำรุง ติดอันดับ 2,213 ถือหุ้น UEC 1.75% มูลค่า 38.60 ล้านบาท

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 ได้แก่ ตระกูลมาลีนนท์ ซึ่งเป็นการครองแชมป์ที่ต่อเนื่องและยาวนานที่สุด โดยยึดตำแหน่งตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 14 แล้ว โดยเฉพาะในปีนี้ที่ราคาหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 108.16% ส่งผลให้มูลค่าความมั่งคั่งของตระกูลมาลีนนท์พุ่งขึ้นไปแตะ 70,262.43 ล้านบาท โดยมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 36,456.96 ล้านบาท หรือ 107.84%

ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัลปีนี้ขึ้นจากอันดับ 3 มาอยู่ในอันดับ 2 โดยเครือญาติในตระกูลถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 40,865.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,524.93 ล้านบาท หรือ 91.49%

ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ตกลงมาจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว โดย ทองมา และภรรยา ทิพย์สุดา รวมทั้งทายาท มาลินี-ชัญญา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้น บมจ.พฤกษา (PS) รวมมูลค่า 28,087.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,920.94 ล้านบาท หรือ 26.71%

ด้านตระกูลอัศวโภคิน ยังคงอยู่ในอันดับ 4 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดย 7 เครือญาติ อนันต์ อนุพงษ์ ทรงพล บุญทรง สุดา สุภัทรา และอภิชิตถือครองหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) และ บมจ.เอพี พร๊อพเพอร์ตี้ (AP) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 28,032.39 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 9,464.94 ล้านบาท หรือ 50.98%

สำหรับตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ในปีนี้ ได้แก่ ตระกูลกาญจนพาสน์ โดยก้าวขึ้นจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้วจากหุ้น BTS และ BLAND ที่ 5 ทายาทถือครองมีมูลค่ารวม 27,529.01 ล้านบาท รวยขึ้น 13,610.71 ล้านบาท หรือ 97.79%


10 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย 2012


INFO: เศรฐกิจ-หุ้น, โพสต์ทูเดย์

บล.โกลเบล็ก มองหุ้นปีหน้า นิวไฮกลางปีที่ 1,478 จุด แนะกลุ่มพลังงานทดแทน-เติบโตสูง-โครงสร้างพื้นฐาน






นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก เปิดเผย “ลับคมกลยุทธ์จัดทัพพอร์ตรับการลงทุนปี 2013” ว่า ในปี 2556 ภาครัฐจะมีการลงทุนถึง 2.3 ล้านล้านบาทส่งผลให้กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้างมีน้ำหนักมากกว่าตลาด ส่วนกลุ่มปิโตรเคมีและอสังหาริมทรัพย์เท่ากับตลาด และกลุ่มโรงพยาบาล สื่อสาร โรงแรมและสื่อน้อยกว่าตลาด ขณะที่กลุ่มส่งออกไม่แนะนำให้ลงทุน

ในปีหน้า นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและเพิ่มสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) เป็น 15 เท่า เทียบกับปีนี้ที่ 11-13 เท่า เนื่องจากไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสถาบันการเงินยังมีความแข็งแรง

“ปีหน้าเรามองดัชนีจะทำนิวไฮที่ 1,478 จุด ซึ่งจะเกิดขึ้น|ในช่วงกลางปี และกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.)โต 10% แต่ไตรมาส 1 อาจเห็นดัชนีปรับตัวลงจากการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ จึงเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นได้” นายจักรกริช กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนในปีหน้า เป็นการลงทุนในหุ้นไทย 60% กองทุนโครงสร้างพื้นฐานและทองคำอย่างละ 5% ซึ่งราคาทองคำจะถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ ส่วนพอร์ตที่เหลือซื้อหุ้นในกองทุนยุโรป สหรัฐ และจีน รวมถึงกระจายถือเงินสด

สำหรับพอร์ตการลงทุนหุ้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มที่เน้นการถือยาวได้ประมาณ 1 ปี คือ กลุ่มที่มีผลประกอบการโดดเด่น ให้น้ำหนัก|ถึง 40% มีทั้งหมด 8 ตัว คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ไทยคม (THCOM) บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) และธนาคารกรุงไทย (KTB)

กลุ่มพลังงานทดแทน 25% เช่น บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ (UAC) บริษัท อีเทอเนิล เอนเนอยี (EE) และบริษัท เด็มโก้ (DEMCO) และกลุ่มเกี่ยวข้องโครงสร้างพื้นฐาน 35% เช่น บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) หรือ CNT |บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)



INFO: เศรฐกิจ-หุ้น, โพสต์ทูเดย์

ANAN : เดินหน้ากำไร



ใช้หนี้ได้หลักทรัพย์ปั้นรายได้ หนี้ต่ำหมุนเงินสดลงทุนสบาย
 
“อนันดาฯ” ยันราคาไอพีโอไม่แพง ชำระหนี้ 3,000 ล้านไถ่ถอนหลักทรัพย์จากแบงก์นำมาต่อยอดรายได้ ผสมลงทุนใหม่ สร้างกำไรระยะยาว

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) เปิดเผยว่า ราคาหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) ที่ 4.20 บาท เหมาะสมแล้ว เมื่อเทียบกับผลประกอบการของบริษัทในปี 2556-2558 ที่จะกลับมามีกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง จากฐานรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตจาก 1.22 หมื่นล้านบาทในปีหน้า เป็น 1.82 หมื่นล้านบาท ในปี 2558

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีโครงการลงทุนอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการระดมทุน โดยบริษัทมีแผนเข้าซื้อกิจการของ ADO ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง ANAN กับ TMW Ananda GmbH จำนวน 48.3% จะช่วยหนุนกำไรในปี 2556 ทันที รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของรายได้ เพราะ ADO มีโครงการแนวราบทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ถึง 6 แห่ง และมีที่ดินขนาดใหญ่ที่บางนา นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อีก 2 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็วๆ นี้

“ราคาหุ้นไอพีโอถือว่าแฟร์แล้ว เราถกเถียงกันอย่างหนักกับนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศ ก่อนที่จะมีการทำบุ๊กบิวด์ โดยเฉพาะกับทางบาร์เคลย์ส ซีไอเอ็มบี บล.บัวหลวง และบล.เคทีซีมิโก้ ซึ่งเป็นตัวแทนนักลงทุนสถาบันต่างประเทศและในประเทศ จนได้ข้อสรุปว่าราคาที่ 4.20 บาทเหมาะสมที่สุด และหากเทียบกับแนวโน้มผลประกอบการในปีหน้าจะเห็นว่าอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ของ ANAN จะต่ำเพียง 8 เท่า” นายชานนท์ กล่าว

ทั้งนี้การนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจำนวน 3,000 ล้านบาท ไปชำระหนี้นั้นเป็นการนำไปไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินของโครงการคอนโด AD2-Mobi ซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงถึง 4,000 ล้านบาท เมื่อบริษัทไถ่ถอนโฉนดได้แล้วก็จะนำไปโอนให้กับลูกค้า และเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวได้ทันทีในต้นปีหน้า เนื่องจาก ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทสามารถขายคอนโดให้ลูกค้าได้แล้วจำนวน 2,300 ล้านบาท คงเหลืออีก 1,700 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงต่อไป

“การนำเงินไปชำระหนี้ นอกจากจะทำให้บริษัทรับรู้รายได้จากโครงการ Mobi แล้ว ยังทำให้อัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัทลดลงต่ำกว่า 1 เท่าด้วย ซึ่งจะทำให้ฐานะการเงินของเราแข็งแกร่ง และมีศักย ภาพขยายธุรกิจต่อไป” นายชานนท์ กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ที่ขาดทุนจำนวน 314 ล้านบาท เป็นการขาดทุนทางบัญชี โดยบริษัทมีค่าความนิยมติดลบ (PPA) ที่เกิดจากการซื้อกิจการในอดีตจำนวน 1,500 ล้านบาท และได้ทยอยตัดลดในงบการเงินมาอย่างต่อเนื่องไอพีโอ, จนปัจจุบันเหลือประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งจะไม่ทำให้บริษัทประสบปัญหาขาดทุนอีกแล้ว

นายชานนท์ กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นของบริษัทหลุดจองตั้งแต่วันแรก เป็นเพราะนักลงทุนขาดความเข้าใจในทิศทางดำเนินธุรกิจของบริษัท และได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ ซึ่งธรรมชาติของ ANAN เป็นหุ้นเติบโตสูง เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มากกว่า 20% กำไรขั้นต้น 35% และกำไรขั้นต้นสุทธิ 17% จะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่แทนการรับเงินปันผลในแต่ละปี ซึ่งหุ้น ANAN สอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของนักลงทุนสถาบันมากกว่า



INFO: โพสต์ทูเดย์