------------------------------------------ ------------------------------------------------------------ trader

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ILINK : บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น

อนาคตสดใส อนาคต ILINK


ประเด็นการลงทุน : ธุรกิจโทรคมนาคมมีแนวโน้มขึ้นมามีสัดส่วนรายได้สูงสุดของกลุ่ม ILINK ซึ่งอยู่ระหว่างขยายโครงข่ายตามแนวรถไฟทั่วประเทศคาดแล้วเสร็จ 1Q56 สร้างความแข็งแกร่งเป็นจุดเด่นด้านโครงข่ายเป็นเป้าหมายของ Operator ในการขยายพื้นที่ให้บริการ หนุนรายได้ค่าเช่าวงจรในอนาคต นอกจากนี้งานโครงการรอผลประกาศมูลค่างาน 1,000 ล้านบาท และมีงานรอประมูลอีกไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี 2556 รวมถึงมีโอกาสได้งานขายสาย Dark fiber ให้กับ CTH เพื่อรองรับการให้บริการ Cable TV หนุนรายได้ธุรกิจขายสายวงจร ราคาหุ้นมี Valuation ที่ต่ำกว่า SYMC อาจพิจารณาเปลี่ยนตัวเล่นจาก SYMC เป็น ILINK ราคาเป้าหมาย 23.60 บาท

ธุรกิจ Telecom เป็นปัจจัยหลักหนุนการเติบโต: ปี 2555 ILINK ได้ตั้งบริษัทย่อยเพื่อขยายธุรกิจทางด้านโทรคมนาคมมากขึ้น ผ่านการให้เช่าโครงข่ายและการให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data center) ILINK เน้นการขยายโครงข่ายการให้บริการไปตามเส้นทางรถไฟทำให้ ILINK มีความแข็งแกร่งในเรื่องโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นเป้าหมายของ Operator ทั้ง 3 รายในการเช่าโครงข่ายเพื่อขยายฐานการให้บริการได้รวดเร็วมากขึ้น และต้นทุนต่ำกว่าการตั้งเสาส่งสัญญาณเอง หลังการมอบใบอนุญาต 3 จี มีแนวโน้มเดินหน้าต่อได้ เป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการให้กับ ILINK และยังไม่รวมในประมาณการกำไรของเรา ซึ่งการขยายโครงข่ายคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วง 1Q56 ปัจจุบันมีการเจาจากับลูกค้ารายใหญ่บ้างแล้วแต่ยังไม่เปิดเผย และในอนาคตมีแนวโน้มที่รายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมจะมีสัดส่วนสูงสุดในกลุ่ม

ธุรกิจ Power & Energy มีหลายงานรอประกาศ และอยู่ระหว่างเข้าประมูล: ปัจจุบันมี Backlog รอรับรู้ใน 4Q55 ราว 80-90 ล้านบาท นอกจากนี้มีงานวางสายเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำซึ่งเป็นงานที่มีอัตรากำไรสูงอยู่ระหว่างรอประกาศผลการประมูลมูลค่างานราว 1,000 ล้านบาท และยังมีงานที่มีศักยภาพสูงรอเข้าประมูลงานอีกราว 2,000 ล้านบาท ในปี 2556 เราประเมินรายได้จากงานโครงการเหล่านี้ที่ 400 ล้านบาท ในปี 2556 ซึ่งยังไม่รวมงานโครงการอีกหลายโครงการ อาทิ งานรัฐสภา และตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่เป็น Upside ให้กับประมาณการ

มีโอกาสได้ประโยชน์จากการขยายโครงข่ายของ CTH: การเร่งขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการ Cable TV ของ CTH ในปี 2556 และเพื่อลดข้อจำกัดโครงข่ายของ SYMC ที่อาจไม่เพียงพอและมี Bandwidth ที่จำกัด ทำให้ CTH ต้องลงทุนเองผ่านการซื้อสายเปล่า (Dark Fiber) จาก ILINK หนุนรายได้ธุรกิจจำหน่ายสายวงจร อย่างไรก็ตามรายได้จากส่วนนี้ยังไม่มีความชัดเจน ณ ปัจจุบัน

ราคาหุ้นยังมี Valuation ต่ำกว่า SYMC แนะนำเปลี่ยนตัวเล่น:  แม้ YTD ราคาหุ้น ILINK ปรับตัวขึ้น 173% ขณะที่ SYMC +118% YTD แต่หากประเมินด้าน Valuation พบว่าปัจจุบัน ILINK ยังซื้อขายที่ PER, PBV และ PEG ปี 2556 ที่ 14.40, 2.24 และ 0.49 เท่า ตามลำดับ ขณะที่ SYMC อยู่ที่ 21.79, 5.06 และ 1.05 เท่าตามลำดับ อีกทั้ง ILINK มีโอกาสในการปรับประมาณการกำไรขึ้นสูงกว่า SYMC นักลงทุนอาจพิจารณาเปลี่ยนตัวเล่นจาก SYMC ที่เหลือ Upside gain เพียง 9% เพื่อลงทุนใน ILINK ด้วยราคาเป้าหมาย 23.60 บาท มี Upside gain อีก 32% คงคำแนะนำ ซื้อ


INFO: maybank-kb.co.th

ห้างโอด นโยบายค่าแรง 300 - มนุษย์เงินเดือนออก "รถคันแรก" งดชอปทำยอดตก

ชำนาญ เมธปรีชากุล (กลาง) ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด


“เดอะมอลล์กรุ๊ป” โอดครวญ ปีนี้รายได้ 47,000 ล้านบาท โตตามเป้าหมาย 10%แต่ยอมรับกำไรลดลง เหตุค่าแรง300บาททำต้นทุนพุ่งกับรถคันแรกทำกำลังซื้อสะดุด มั่นใจปีหน้าภาพรวมดี เร่งอัดงบตลาด 2,000 ล้านบาท กระตุ้นยอดขาย ตั้งเป้า 51,230 ล้านบาทในปีหน้า
      
       นายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เดอะมอลล์กรุ๊ปคาดว่าปีนี้จะทำรายได้รวมประมาณ 47,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% ซึ่งใกล้เคียงกันมาประมาณ 3 ปีติดต่อกัน แต่ในแง่กำไรปีนี้ลดลง อันเนื่องมาจากปัจจัยลบที่เกิดขั้นในปีนี้ โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่ใช้ปีนี้แล้ว 7 จังหวัดทั่วประเทศ และเรื่องของโครงการรถคันแรกของรัฐบาล
      
       โดยในส่วนของค่าแรง 300 บาทนั้น ทำให้กลุ่มที่เป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองลดการใช้จ่ายด้านการซื้อสินค้าลงเพราะมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรง ส่งผลต่อกำลังซื้อโดยรวมลดลง ขณะที่บริษัทฯเองก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพราะต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้มากกว่า 300 บาทด้วยซ้ำไป และปีหน้าที่จะใช้ทั่วประเทศก็จะยิ่งส่งผลกระทบตามมาอีกด้วย ขณะที่เรื่องแคมเปญรถคันแรก ก็ส่งผลกระทบ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเฟิร์สทจ๊อบเบอร์ที่ต้องกันเงินไว้ส่วนหนึ่งในการผ่อนรถ ทำให้กำลังซื้อก็ลดลงเช่นกัน
       นอกจากนั้นยังเป็นผลมาจากปีนี้ทางกลุ่มมีการรีโนเวตสาขาเดิมมาก ทำให้โอกาสในการจำหน่ายสินค้าน้อยลง ซึ่งยอดการใช้จ่ายของลูกค้าในห้างเดอะมอลล์มีประมาณ 1,800 - 2,500 บาทต่อคน ส่วนในซูเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 600- 800 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามปัจจัยลบส่งผลกระทบในช่วงแรกเท่านั้นเอง แต่พอเข้าช่วงปลายปีก็เริ่มดีขึ้นแล้ว
      
       อย่างไรก็ตาม นายชำนาญประเมินว่า ตลาดค้าปลีกปีหน้า 2556 จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะมีปัจจัยบวกหลายปัจจัยเป็นตัวเสริมเช่น การเมืองที่คาดว่าจะสงบนิ่ง 2.ภาคการเกษตรที่เติบโตมากขึ้น 3.ค่าแรงขั้นต่ำ300บาทในแง่ผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อมากขึ้น 4.เรื่องของ3จีที่ปีหน้าคงจะเกิดขึ้นแน่นอนส่งผลให้ภาคธุรกิจขับเคลื่อนได้ดีขึ้น
      
       แต่ปัจจัยลบก็ยังมีเช่น การเกิดขึ้นจำนวนมากของคอมมูนิตี้มอลล์ที่จะมาแย่งลูกค้าจากห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าไปส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อรถจากแคมเปญรถคันแรกเข้าสู่ตลาดมากขึ้นทำให้เกิดภาวะรถติด ซึ่งผู้บริโภคจะปรับพฤติกรรมไปใช้จ่ายในศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่ใกล้บ้านมากขึ้น ส่วนการจัดโปรโมชั่นที่ต้องเน้นทั้งอีโมชันนัลและฟังค์ชันนัลมากขึ้น การเน้นอีเวนต์ที่มีคุณภาพไม่เน้นปริมาณ การทำกลยุทธ์การตลาดแต่กระขายไปยังแต่ละกลุ่มสินค้า มากขึ้น โดยใช้งบการตลาดประมาณ 4% จากยอดขายปีหน้าที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 51,230 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 8-10% เช่นเดิม หรือใช้งบการตลาดประมณ 2,000 ล้านบาท
      
       ช่วงปลายปีใช้งบตลาด 200 ล้านบาท ล่าสุดเดอะมอลล์กรุ๊ป จัดงน “2013 LOL Lucky Out Loud” วันที่ 6 ธ.ค. 55 - 6 ม.ค. 56 ใช้งบประมาณ 20 กว่าล้านบาท จัดตกแต่งทั้ง 3 ห้างให้มีบรรยากาศสวยงามต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่ รวมทั้งกิจกรรมและการลดราคาสินค้าและชิงโชครางวัลใหญ่ รถยนต์ซูบารุ 2 คัน และรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท คาดว่าจะทำยอดขายในช่วงดังกล่าวได้ 6 ,000 ล้านบาท ทั้งนี้จากตัวเลขของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เทศกาลแห่งความสุขนั้นเป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายค่อนข้างสูง มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 19,000 ล้านบาท



INFO: http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000148657

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มนสิช จันทนปุ่ม Trader ผู้เอาชนะตลาดด้วยระบบ



เปิดมุมมองการลงทุนโดยใช้ระบบเทรด "มด"มนสิช จันทนปุ่ม นักเก็งกำไรสไตล์ Trend Following  เจ้าของเว็บไซต์การลงทุนชื่อดัง"แมงเม่าคลับ" ผู้ละทิ้งอีโก้ อารมณ์ พิชิตกำไรในตลาดหุ้น เขามีความเชื่อว่าศาสตร์ของการเก็งกำไรอยู่บนพื้นฐานของ "เหตุและผล" กราฟไม่ได้หลอก และเจ้ามือไม่ใช่ปัญหาของนักเก็งกำไร รากเหง้าของผลกำไรจากระบบการลงทุนที่ยั่งยืน เกิดจากกลไกพื้นฐานของตลาดซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่สามารถฝืนหรือหลีกเลี่ยงได้ คำถามสำคัญของนักเก็งกำไร ก็คือ เราจะสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนได้อย่างไร.........?

“ส่วนตัวผมลงทุนโดยใช้ระบบเทรดเพื่อตัดอารมณ์ความรู้สึก และใช้เทคนิคคัลแนว Trend Following” เซียนหุ้นหนุ่มเปิดประเด็น..สมัยเด็กๆ เขาก็เริ่มสนใจการลงทุนแล้ว พอจบ ม.6 ก็เริ่มเล่นหุ้นทันที แต่สนใจทางด้านดนตรีด้วยจึงไปศึกษาต่อทางด้านดุริยางคศิลป์ มนสิชก็เหมือนเด็กทั่วไปที่อยากรวยง่ายๆ แต่พอลงสนามจริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด


เขากล่าวว่า ช่วงที่เริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ ใช้เงินไม่เยอะขายของได้เงินมา "ไม่ถึงแสนบาท" ก็นำมาลงทุนแต่ที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนวิธีคิด ค่อนข้างจะต่อต้านด้วย ในเมื่อหาผู้ให้คำปรึกษาไม่ได้ก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เล่นแล้วก็ไม่ได้เรื่องลุ่มๆดอนๆ ลองผิดลองถูกอยู่ 4-5 ปีถึงจะเริ่มได้กำไรสม่ำเสมอ 

เจ้าตัวบอกว่าไม่จริงเสมอไป คนเล่นดนตรีจะไม่ชอบตัวเลข นักดนตรีหลายคนก็สามารถคิดเลขได้ดี และมีบทวิจัยยืนยันด้วยว่าการเล่นดนตรีกับการคำนวนสามารถไปด้วยกันได้ หัวสมองก็จะได้ทั้งความสุนทรีย์และความมีเหตุมีผล ถือเป็นการสร้างสมองสองด้านให้สมดุล 

มด บอกว่า ช่วงแรกที่ลงทุนเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก็ได้ศึกษาวิธีการลงทุนของผู้ประสบความสำเร็จอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่อมาก็เริ่มศึกษาการลงทุนโดยใช้เทคนิคและพบว่าแนวทางนี้ "มันใช่" แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี มีผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ตอนหลังถึงเริ่มจะเข้าใจว่าผิดที่ “แก่น” (หลักคิด) ของมันเลย สมัยก่อนพยายามที่จะพยากรณ์อนาคต นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ดูกราฟวันละ 7-8 ชั่วโมง พยายามหาคำตอบแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงหาคำตอบได้ว่าไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำทั้งหมด และไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุด 

“ช่วงแรกมีความเข้าใจว่าถ้าเราเทรดพลาดแปลว่าเราทำอะไรผิดสักอย่าง เราเลยยิ่งค้นหาไปเรื่อยๆว่าต้องใช้สัญญาณทางเทคนิคแบบไหนถึงจะถูก คำตอบที่แท้จริงคือเทคนิคมันบอกเพียงแค่ "ความน่าจะเป็น" ไม่ถูก 100% ความน่าจะเป็นของการใช้เทคนิคมันถูกทดสอบจากากรเทรดมาแล้วเป็นพันครั้ง แล้วกำหนดเป็นสูตรออกมาแต่เราจะไม่มีทางรู้ได้ว่าการเทรดของเราครั้งไหนจะถูก"

 
เทรดด้วย 'โปรแกรมสถิติ' ยึดระบบ ละทิ้งอีโก้ 

 หลังจากมดเริ่มศึกษาการใช้ระบบในการเทรดหุ้น (System Trading) สิ่งที่ตอบโจทย์ก็คือระบบมันตัด “อารมณ์” และ "ความรู้สึก" ของผู้ลงทุนออกไป ระบบการเทรดจะตัดอะไรที่เป็น “นามธรรม” ออกไปและคิดเฉพาะที่เป็น "ตัวเลข" เท่านั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าขั้นตอนไหนดีหรือไม่ดี ปัจจัยไหนที่จำเป็นหรือไม่จำเป็น ตัดส่วนที่ไม่สำคัญออกไป ส่วนไหนที่เวิร์คก็นำมาจัดเป็นกฎระเบียบในการเทรด การลงทุนจะมีความเที่ยงตรงมากขึ้น การตัดสินใจจะไม่ขึ้นกับอารมณ์ เราจะไม่สนใจสภาวะตลาดเพราะได้ทดสอบความเป็นไปได้ทางสถิติที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วเป็นสิบปีๆแล้วนำมาพยากรณ์ความน่าจะเป็น เมื่อเราตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ผลตอบแทนก็จะสม่ำเสมอ ถ้าเป็นในต่างประเทศจะมีระบบเทรดอัตโนมัติแต่ในไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น

 “ยกตัวอย่างง่ายๆ ระบบเทรดคือกฎที่วางไว้ เช่น พอหุ้นทะลุแนวต้านขึ้นมาก็ซื้อ เราจะคำนวณความเป็นไปได้ของมันแล้วมาจับใส่สัญญาณว่าจะซื้อหรือขาย ให้น้ำหนักการลงทุนอย่างไร” 

ด้วยระบบเทรดที่สร้างขึ้นควรที่จะออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่คงไม่ถึงขั้นเปลี่ยนรายวัน อาจจะเป็นรายเดือนถึงรายปี เพราะการที่รวบรวมข้อมูลมาเป็นสิบปีคงไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้เยอะนัก 

ส่วนสไตล์การลงทุนจะเป็นการเล่นตามแนวโน้มหรือ Trend Following ที่จับคู่กับระบบเทรด ที่จริงแล้วสไตล์การลงทุนแบบตามแนวโน้มเป็น "ปรัชญา" อย่างหนึ่งคือเราต้องอยู่กับปัจจุบันแทนที่จะมองอนาคต เราเพียงตอบสนองไปตามสภาพตลาดที่เกิดขึ้น แนวโน้มไปทางไหนเราก็ไปทางนั้น 

หลักการสำคัญของการเล่นตามแนวโน้มคือ ต้องรู้จัก Cut Loss และ Let Profit Run บริหารความเสี่ยงดีๆ ควบคุมโอกาสขาดทุนให้ต่ำ ถ้ามีกำไรต้องกินยาวๆ เวลาขาดทุนอาจจะเสียแค่บาทเดียวแต่อาจได้กำไรสามบาท แต่ถ้าโอกาสกำไรหรือขาดทุนเท่าๆกันแบบนี้พอร์ตจะไม่ไปไหน 

หลายคนเชื่อว่าการเก็งกำไรไม่มีทางประสบความสำเร็จ มนสิช ไม่เชื่อแนวคิดนี้การเก็งกำไรมีมานานแล้วในตลาดหุ้นและตลาดคอมมอดิตี้ แม้แต่เฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จมากอย่าง เรเนสซอง เทคโนโลยี ของ จิม ไซมอน ยังสามารถทำกำไรเฉลี่ยทบต้นได้ถึง 34% ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีปีไหนที่ขาดทุนและทำกำไรได้ทุกสภาวะด้วย

 “บางทีเราต้องเปิดใจมองอะไรกว้างๆ ผมได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าใช้เทคนิคอย่างเป็นระบบสามารถอยู่รอดได้ หลายๆ คนก็ทำได้ รายย่อยทุกคนก็ต้องทำได้ นักเก็งกำไรไม่ใช่นักพนัน..นักพนันจะเล่นเกมที่เขาอาจแพ้ได้โดยไม่รู้ตัว แต่นักเก็งกำไรจะเล่นเฉพาะเกมที่มีโอกาสชนะ" 

กับคำถามที่ว่าเราไม่ต้องสนใจปัจจัยพื้นฐานเลยได้มั๊ย!! เซียนหุ้นหนุ่ม บอกว่า จากการสังเกตุพื้นฐานของหุ้นกับกราฟเทคนิคพอจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ส่วนตัวก็เริ่มลงทุนโดยมีบัฟเฟตต์เป็นไอดอล แต่มีความสุขที่ได้มองกราฟทั้งวันมากกว่า สรุปก็คือ กราฟเทคนิคจะมีความสัมพันธ์กับงบการเงินที่ประกาศออกมาเช่นกัน แต่ส่วนตัวจะเชื่อกราฟและระบบมากกว่า


บริหารหน้าตักเหมือนควบคุมเสียงดนตรี 

มดไขคำตอบด้วยว่าทำไม! คนที่เก่งเทคนิคแต่พอร์ตกลับไม่โต คำตอบคือจะต้องบริหารหน้าตักหรือ Money Management ที่ดีประกอบด้วย ถ้าเก่งเทคนิคการเทรดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้พอร์ตโตได้จะต้องบริหารหน้าตัก "เป็น" ด้วย มุมมองส่วนตัวเทรดเดอร์คนไหนบริหารเงินในพอร์ตไม่เป็นถือว่า "ไม่เก่งจริง"

 การบริหารหน้าตักที่ดีจะต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยง เราจะต้องควบคุมความเสี่ยงในทุกครั้งที่เทรดต้องขาดทุนไม่ 1% ของพอร์ต เพราถ้าเสียลึกไปกว่านี้โอกาสที่จะเอาคืนยากมาก สิ่งที่จะทำให้เราขาดทุนไม่ลึกกจะต้องควบคุม “ขนาดการลงทุน" นำจุดตัดขาดทุนมาคำนวนกับความผันผวนจะรู้ได้ว่าควรลงเงินเท่าไรในการเทรดต่อครั้ง 

ในฐานะนักดนตรี เขาเปรียบเปรยหลักการบริหารเงินเหมือน "ตัวควบคุมระดับของเสียง" ถ้าระบบการเทรดคือเสียงที่เราอัด ระบบที่ดีคือเสียงที่เราบันทึกมาว่ามีคุณภาพเป็นอย่างไร ถ้าเราเปิดเสียงเบาเกินไป ผลตอบแทนที่ได้ก็จะต่ำเกินไปหรือฟังแล้วไม่ไพเราะ แต่ถ้าเปิดเสียงดังเกินไปจนลำโพงแตก แทนที่พอร์ตของเราจะกำไรก็ขาดทุนแทน ทุกระบบการเทรดจึงมีขนาดการลงทุนที่เหมาะสมอยู่ มากเกินไปน้อยเกินไปจะไม่ดี "ต้องพอดี" 

“การรักษาความเสี่ยงไม่ให้เกิดบาดแผลใหญ่ในการเทรดแต่ละครั้งคือหัวใจสำคัญของการบริหารหน้าตัก ไม่ว่าคนพอร์ตเล็กหรือใหญ่จะต้องมีการจัดการ Money Management ทั้งนั้น ยิ่งคนพอร์ตเล็กยิ่งต้องสนใจเพราะเราอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่ารับความเสี่ยงมากเกินพอร์ตอยู่หรือเปล่า” เรียนรู้จิตวิทยาการเทรด มด กล่าวต่อว่า การบริหารหน้าตักยังเชื่อมโยงไปถึงจิตวิทยาการเทรดด้วย เพราะแม้ว่าจะมีระบบการเทรดที่ดี แต่ถ้าพอร์ตเกิดขาดทุนหนักอย่างรวดเร็วอาจจะเกิดอาการช็อกหรือพอทำกำไรได้เร็วมากๆ จะเกิดอาการตื่นเต้นจนทำผิดแผนลงทุนที่วางไว้ 

การเป็นเทคนิคคัลที่ดี “วินัยการลงทุน” มีความสำคัญมากๆ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่าการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมันเป็นเพียงแค่ “ความน่าจะเป็น” จากการทดสอบมาแล้วหลายร้อยหลายพันครั้ง จึงไม่สามารถบอกได้ทุกครั้งว่าจะต้องได้กำไรเท่าไร เพียงแค่บอกได้ว่าถ้าลงทุนโดยใช้ระบบนี้จะทำให้ได้กำไรหรือไม่ เทรดเดอร์จึงต้องยอมรับในความน่าจะเป็นนี้ แต่หลายคนมี “อีโก้” เมื่อการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ระบบวางไว้ก็จะเกิดความกลัวผิดพลาดตามไปหมดหรือทำใจไม่ได้ที่การตัดสินใจผิดพลาด นำไปสู่การไม่ทำตามระบบที่วางไว้ในที่สุด 

เหมือนกับการไปเล่นคาสิโนและหยอดเหรียญลงสล็อต ต้องเข้าใจว่าถ้าเราไม่ได้เงินจากการเล่นครั้งนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา มันเป็นเพราะดวงไม่ดี การที่เสียเงินจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของเรา ถ้าเข้าใจได้แบบนี้ถึงจะลงทุนตามระบบได้ในระยะยาว การที่มีอีโก้จะทำให้เราไม่ยอมรับในระบบ ถ้ามีความเข้าใจเรื่องของระบบเทรดมันจะกลบอีโก้เราได้จะช่วยเตือนสติเรา 

“สรุปคือในการเทรดทุกอย่างมันเชื่อมกันหมดทั้งระบบเทรด Money Management และจิตวิทยา นักลงทุนจะต้องเข้าใจทั้งสามสิ่งนี้ถึงจะเทรดแล้วอยู่รอดได้ในระยะยาว ต่อให้ระบบดีแค่ไหนแต่ถ้าบริหารเงินไม่ดีและไม่เข้าใจจิตวิทยาการเทรด ต่อให้ได้กำไรก็ไม่สูงเท่าที่ควรจะได้” 

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แมงเม่าคลับ ทิ้งท้ายว่าตลาดหุ้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถเอาชนะได้ยากเกินความสามารถของนักลงทุนรายย่อย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือการเทรดที่ซับซ้อน ส่วนตัวอยากให้ใช้ชีวิตการลงทุนให้ง่าย ช่วงแรกที่เราสร้างระบบอาจจะยากแต่ถ้าเราสามารถหาระบบที่เหมาะสมกับตัวเราได้ทุกอย่างต่อไปจะง่าย 

“ทำไมนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ผมคิดว่าพวกเขาไม่มี Passion (ความมุ่งมั่น) ที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง คนส่วนใหญ่ต้องการรวยแบบฉาบฉวย แต่จริงแล้วการลงทุนเหมือนทำธุรกิจคือต้องมีความรู้ ประสบการณ์และทักษะ ช่วงแรกๆเราอาจเจ็บตัวบ้างแต่อย่ายอมแพ้ ทำในสิ่งที่เราชอบและพัฒนามันให้ดีที่สุด” --------------------


บทเรียนนักเก็งกำไร..'เจสซี่ ลิเวอร์มอร์'

มด ยกตัวอย่างหนังสือที่เขียนขึ้นพิเศษสำหรับสมาชิกเว็บไซต์ โดยยกกรณีศึกษาของ เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำนานแห่งวอลสตรีท โดยเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุการณ์ Great Depression ปี 1929 เป็นคนที่เก่งมากแต่มีจุดอ่อนที่ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้นักลงทุนทุกคน 

“เขาเป็นเซียนหุ้น เซียนคอมมอดิตี้ เมื่อ 90 กว่าปีที่แล้ว เขาเป็นต้นแบบการเก็งกำไร วิชาการเทรดที่เราได้เรียนมาอย่างเล่นตามแนวโน้ม การควบคุมความเสี่ยง ทยอยซื้อช่วงขาขึ้น ฯลฯ เจสซี่เป็นต้นแบบทั้งนั้นทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีและก็เจ๊งหมดตัวและก็กลับมารวยใหม่ แต่สุดท้ายต้องฆ่าตัวตาย น่าสนใจว่าทำไมคนเก่งเรื่องการลงทุนถึงมีผลการลงทุนผันผวนขนาดนี้” 

ข้อคิดจากบทเรียนดังกล่าวก็คือ เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ มักจะ “ลืมตัว” และลืมในสิ่งที่ตั้งใจไว้เพราะประสบความสำเร็จมามากจนมีอีโก้ที่สูง ถ้าศึกษาแนวทางลงทุนของเขาจะค่อยๆ กำไรจากการเพิ่มโพสิชั่นการเทรดในเวลาที่ตลาดกำลังเป็นขาขึ้นถ้าถูกทางก็จะเติมเงินลงไปเรื่อยๆ แต่พอบางช่วงที่เขาคิดว่าหุ้นจะต้องลงก็ไปชอร์ตไว้แต่กลับไม่ลง เขาก็ทำใจไม่ได้เพราะมั่นใจในตัวเองสูงเลยเฉลี่ยขาดทุน เงินที่มีอยู่เท่าไรก็เติมไปจนหมด สุดท้ายก็ขาดทุนหนักเพราะฝืนแนวโน้มตลาด นี่คือเครื่องเตือนใจว่าแม้จะมีระบบการเทรดและแนวคิดดีแค่ไหน สำคัญคือจะต้องมีการควบคุมอารมณ์เสมอ 

“เขามักจะลืมตัวและลืมในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ถึงอย่างไรเขาก็กล้าที่จะเขียนความผิดพลาดของตัวเองลงไปในหนังสือว่าไม่ควรทำแบบนั้นเลย เขาถึงเจ็บซ้ำแบบเดิมๆ เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน จะเห็นได้ว่าเขามีไอคิวการลงทุนสูงแต่มีอีคิวไม่สม่ำเสมอ อารมณ์แบบนี้ทำให้ชีวิตครอบครัวแตกแยก จนต้องยิงตัวตายในที่สุด”



INFO: Bizweek, http://2binvestor.blogspot.com/2012/12/blog-post.html